08/03/2021
Breaking News

Clubhouse คืออะไร ทำไมถูกแบนในจีน

“ค่ายปรับทัศนคติ” ที่เขตซินเจียงของจีนมีจริงหรือไม่ ไต้หวันควรได้รับเอกราชจากจีนหรือเปล่า หัวข้อสนทนาเหล่านี้กำลังเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงผ่านแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียชื่อ คลับเฮาส์ (Clubhouse) ที่คนใช้เสียงคุยกันอย่างเดียว และกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในขณะนี้

ก็เลยไม่น่าแปลกใจที่ล่าสุดคนภายในจีนไม่สามารถใช้แอปพลิเคชันนี้ได้แล้ว
แอปพลิเคชันนี้คืออะไร
คลับเฮาส์เป็นแอปพลิเคชันที่ยังคงใช้ได้เฉพาะในหมู่คนใช้โทรศัทพ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ไอโฟนเท่านั้น รวมทั้งจำเป็นต้องได้รับ “คำชวน” จากคนที่ใช้แอปฯ อยู่แล้วเท่านั้นถึงจะเข้าไปใช้เพื่อสนทนากันทางเสียงเท่านั้น ลักษณะก็จะคล้ายๆกึ่งวิทยุสำหรับติดต่อสื่อสาร กึ่งห้องที่ใช้ในการประชุมออนไลน์ อย่างกับคุณกำลังฟังเพียงพอดติดอยู่สต์แบบสดๆแต่ก็สามารถเข้าไปสนทนาได้ด้วย
ข้อมูลที่ได้มาจากบริษัทวิเคราะด้านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์เคลื่อนที่เซ็นเซอร์ทาวเวอร์ (Sensor Tower) นับถึงวันที่ 31 ม.ค. พบว่ามีการดาวน์โหลดแอปฯ นี้ไปแล้ว 2.3 ล้านครั้งด้วยกัน หลังจากเปิดตัวเมื่อ พฤษภาคม ที่แล้ว โดยในขณะนั้นราคาของเครือข่ายเครือข่ายสังคมนี้อยู่ที่แทบ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา แต่มีกล่าวว่าเมื่อเร็วๆนี้ ขยับขึ้นไปสัมผัสพันล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา แล้ว
ในเชิงเคล็ดลับแล้ว แอปฯ นี้มีมาตรการรักษาความเป็นส่วนตัวในระดับหนึ่ง เพราะไม่มีวันเลือกให้คนอัดเสียงบทสนทนาเอาไว้ได้ แต่ก็มีกรณีที่มีคนแอบอัดเสียงสนทนาของคนดัง แล้วเอาไปอัปโหลดลงยูทิวบ์ในตอนหลัง
เดี๋ยวนี้คนดังในสหรัฐอเมริกา เริ่มหันมาใช้แอปฯ นี้เยอะขึ้นเรื่อยๆอาทิเช่น โอปราห์ วินฟรีย์ เดเกลื่อนกลาด รวมทั้งจาเรด เลโต จากที่เคยใช้กันในหมู่ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีรวมทั้งนักลงทุน ในแถบซิลิคอนแวลลีย์ของสหรัฐอเมริกา เท่านั้น จนตราบเท่ายอดดาวน์โหลดพุ่งเป็นเท่าตัวหลังอีลอน มัสก์ รวมทั้งมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เริ่มใช้แพลตฟอร์มนี้ด้วย
ช่องโหว่


ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาคนภายในจีนสามารถใช้แอปฯ นี้ได้จนกระทั่งเมื่อต้นอาทิตย์ที่แล้ว โดยในระหว่างขณะสั้นๆนั้น คนได้ฉวยโอกาสใช้ “ช่องโหว่” นี้ สนทนากันถึง “เรื่องต้องห้าม” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชาวอุยกูร์ในซินเจียง การปราบปรามคนประท้วงประเทศฮ่องกง หรือความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับจีน
“นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเข้าอินเทอร์เน็ตจริงๆ” หญิงจากจีนแผ่นดินใหญ่คนหนึ่งกล่าวในห้องสนทนาหนึ่ง
บีบีซีได้โอกาสได้เข้าไปฟังบทสนทนาเหล่านี้ด้วย อย่างในห้องสนทนาที่ชื่อ “Everyone asks Everyone” เมื่อสุดสัปดาห์ก่อน คนจากทั้งจีนรวมทั้งไต้หวันร่วมสนทนากันด้วยภาษาจีนกลาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากประชาธิปไตยในประเทศที่คนพูดภาษาจีน ความเป็นไปได้ที่จีนจะมาผนวกไต้หวันเข้ามาเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศอย่างเป็นทางการ ไปจนกระทั่งเรื่องเฉพาะบุคคล
ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างจีนกับไต้หวันรวมทั้งประเทศฮ่องกง นี่ไม่ใช่การปรากฏที่เกิดขึ้นหลายครั้ง เพราะจีนใช้เทคโนโลยีที่สลับซับซ้อนสำหรับเพื่อการคัดเลือกกรองรวมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานอินเทอร์เน็ตของพสกนิกร ซึ่งนักวิจารณ์เรียกวัสดุเหล่านี้แบบเสียดสีว่า “กำแพงไฟร์วอลล์เมืองจีน” (great firewall)
เดี๋ยวนี้ ถ้าเกิดคนที่ติชมเมืองบนแพลตฟอร์มที่ยังคงใช้ได้ในประเทศอย่างเว็บไซต์ เว่ยป๋อ (Weibo) รวมทั้งแอปพลิเคชันวีแชต (WeChat) ก็บางทีอาจถูกทางการจัดการได้ แต่ในขณะสั้นๆที่คนภายในจีนสามารถใช้คลับเฮาส์ได้ ไม่มีการเซ็นเซอร์รายละเอียดการเสวนาแต่อย่างใด ทำให้คนก็รู้สึกไม่เป็นอันตรายในระดับหนึ่งเพราะไม่มีวันเลือกให้คนอัดเสียงบทสนทนาเอาไว้ จนกระทั่งจุดหนึ่งมีคนร่วมในห้องสนทนาดังกล่าวมาแล้วข้างต้นพร้อมถึง 5 พันคน
“ว่ากันตรงๆมันก็มีการโฆษณาชวนเชื่อกันทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ เพราะเหตุไรพวกเราไม่พยายามมารู้เรื่องกันและกันให้มากเพิ่มขึ้น เห็นอกเห็นใจกัน รวมทั้งให้การช่วยเหลือกัน” หญิงจากไต้หวันคนหนึ่งกล่าว
เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว มีห้องสนทนาชื่อ “มีค่ายกักกันที่ซินเจียงหรือไม่” (Is there a concentration camp in Xinjiang?) ที่คนเข้าไปถกเถียงกันนานถึง 12 ชั่วโมง ฟรานซิส (นามสมมุติ) ซึ่งเป็นผู้ผลิตกลุ่มบอกกับบีบีซีว่า กลุ่มนี้ไม่ได้มีเพื่อถามว่าค่ายกักกันมีใช่หรือไม่ แต่เพื่อให้คนมีแสดงความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกันต่อแนวนโยบายของจีนในเขตปกครองซินเจียง
“ผู้ฟังที่เป็นคนจีนเชื้อสายฮั่นผู้คนจำนวนมาก ซึ่งเคยไม่เชื่อว่ามีค่ายเหล่านี้จริง รู้สึกร่วมไปกับคำพูดเรื่องราวชีวิตจากปากชาวอุยกูร์รวมทั้งรู้เรื่องสุดท้ายว่ามีเรื่องมีราวขาดความกรุณาปรานีขนาดไหนเกิดขึ้น นี่บางทีอาจเป็นความสำเร็จสูงสุดของกลุ่มสนทนานี้” ฟรานซิส ซึ่งเป็นเป็นนักทำหนังคนจีนเชื้อสายฮั่นที่อาศัยอยู่ในนครลอสแอนเจลิส กล่าว
ข้อวิตกกังวล
ในเวลาที่แอปฯ เป็นที่นิยมเยอะขึ้นเรื่อยๆแต่ก็เริ่มมีความหนักใจมากเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันโดยคนติชมว่าไม่มีมาตรการควบคุมผู้เข้าร่วมบทสนทนา
เมื่อเดือน เดือนธันวาคม เคเกลื่อนกลาด เจนรับประทานส์ เขียนเนื้อหาบทความลงในเว็บไซต์วัลเชอร์ (Vulture) ว่า ถ้าเกิดผู้ที่สร้างกลุ่มรวมทั้งรอควบคุมบทสนทนาไม่ระวัง การเสวนาก็บางทีอาจแปลงเป็นการจู่โจมกันและกันได้
เขาบอกอีกว่า จำเป็นต้องรอดูกันถัดไปว่าคนเพียงแค่พอใจแอปพลิเคชัน ที่ในระดับหนึ่งก็ไม่มีความต่างจากการเลียนแบบประสบการณ์การแชตออนไลน์กับคนแปลกหน้าในยุคทศวรรษ 90 เพียงเพราะเดี๋ยวนี้พวกเราจำเป็นต้องอยู่กับบ้านรวมทั้งรู้สึกหงอยเหงาหรือไม่
Clubhouse ในไทย
แอปพลิเคชันนี้กำลังเป็นที่นิยมในหมู่คนไทยมากขึ้นเรื่อยๆเช่นเดียวกัน ในรอบอาทิตย์ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมามีผู้ใช้เครือข่ายสังคมรวมทั้ง “อินฟลูเอนเซอร์” ในโลกออนไลน์ผู้คนจำนวนมากโพสต์ข้อความเล่าประสบการณ์การร่วมหรือเป็นเจ้าภาพ (โฮสต์) การพูดคุยในหัวข้อต่างๆในคลับเฮาส์ อย่างเช่น สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ เปิดห้องสนทนาหัวข้อ “แนวทางเปลี่ยนใจกองเชียร์ทหาร” รวมทั้ง ปวิน ชัชวาลโคตรพันธ์ นักวิชาการรวมทั้งผู้ลี้ภัยการเมือง เปิดห้องสนทนาเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์รวมทั้งพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10
นักการเมือง นักวิชาการ นักวิจารณ์รวมทั้งสื่อมวลชนที่มีชื่อจำนวนไม่ใช่น้อยขึ้นเรื่อยต่างก็ดาวน์โหลดคลับเฮาส์มาใช้รวมทั้งร่วมการพูดคุย
เมื่อเร็วๆนี้ยังมีผู้ตั้งบัญชีทวิตเตอร์ @ClubhouseTh ซึ่งไม่ได้เป็นบัญชีทางการของแอปพลิเคชัน เพื่อเป็นช่องทางให้บรรดาเจ้าภาพห้องสนทนาคลับเฮาส์ โฆษณาห้องสนทนาของตัวเอง ซึ่งปรากฏว่ามีการโฆษณาห้องสนทนาในหัวข้อที่หลากหลาย ตั้งแต่เรื่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษ การเมืองในภรรยานมา แชร์ประสบการณ์ทรามสำหรับเพื่อการปฏิบัติงาน ไปจนกระทั่งเรื่องดูชะตารวมทั้งไสยศาสตร์
ทวิตเตอร์ @ClubhouseTh ยังให้ข้อมูลด้วยว่าห้องสนทนาของ ดร.ปวิน เกี่ยวกับพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ช่วงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ “สร้างการปรากฏใหม่กับการพาห้องคลับเฮาส์เต็มถึง 2 ห้องๆละ 6 พันคน ยอดฟังกว่า 1.2 หมื่นคน”