20/10/2021
Breaking News

แด่เหงื่อทุกหยาด เลือดทุกหยด ‘เว็บบันทึก 6 ตุลา’ สดุดีความขบถ-หัวเชื้อสังคม มองคนเท่ากัน

แด่เหงื่อทุกหยาด เลือดทุกหยด ‘เว็บบันทึก 6 ตุลา’ สดุดีความขบถ-หัวเชื้อสังคม มองคนเท่ากัน

เมื่อวันที่ 5 เดือนตุลาคม ในวาระครบรอบ 45 ปี เรื่องประวัติศาสตร์การบ้านการเมืองไทย 6 เดือนตุลาคม 2519 แฟนเพจ “บันทึก 6 ตุลา – Documentation of Oct 6” ได้เผยแพร่ข้อเขียนบอกประวัติศาสตร์ ในชื่อชุด “5 ตุลาฯ พระอาทิตย์จะมาเมื่อฟ้าสาง” ตอน “แก่เหงื่อทุกหยาดหยดและก็เลือดทุกหยดที่ไม่เคยเสียเปล่า” ผลสัมฤทธิ์จากการเคลื่อนไหวตอนปี 1516 -2519 ที่พสกนิกรต้องต่อสู้ให้ได้มา ความว่า
6october2
ความไม่ชอบธรรมแผ่กระจายไปทุกหนแห่ง สะสมและก็ซุกซ่อนมากมายว่าทศวรรษจนกระทั่งพสกนิกรทนไม่ได้ เรื่อง 14 ตุลาฯ เป็นราวกับเครื่องการันตีว่าถ้าเราไม่ยินยอมยอมแพ้ ความมีชัยก็ใช่ว่าจะไกลเกินเอื้อม และก็คงจะเป็นเฉกเช่นเดียวกับความอยุติธรรมในหัวข้ออื่นๆ
6october3
พสกนิกรคนสามัญ คนงาน ชาวไร่ชาวนา และก็ผู้เรียนนักศึกษาก็เลยยืนขึ้นมาเคลื่อนไหว จากที่ไม่เคยส่งเสียงก็ได้ส่ง จากที่ส่งอยู่แล้วก็พร้อมที่จะผสานกันให้ดังขึ้นไปอีก ทั้งหมดนี้ทำอยู่บนพื้นฐานสำคัญคือเพื่อเรียกร้องความชอบธรรมในแบบที่มนุษย์ควรจะได้รับ

เมื่อมวลชนไม่ลดละความอุตสาหะ ความทุกข์ร้อนของปวงชนก็เริ่มได้รับการเอาใจใส่และก็ตอบสนอง มากมายบ้างน้อยบ้างคละเคล้ากันไป และก็หลายๆครั้งก็แพงที่ต้องจ่าย

#5ตุลาพระอาทิตย์จะมาเมื่อฟ้าสาง ชักชวนทบทวนว่าตลอด 3 ปีที่ต่อสู้ การบรรลุผลที่เป็นรูปธรรมมีอะไรบ้าง บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นและก็สิ้นสุดลง บางสิ่งบางอย่างยังคงเอาไปใช้อยู่ บางเรื่องถึงเวลาทบทวนปรับแต่งให้กับช่วง

ขอขอบคุณทุกความอุตสาหะ ขอสดุดีทุกความผู้ทรยศต่ออำนาจและก็การปฏิเสธความนิยมอันไร้เหตุผล ที่เป็นหัวเชื้อให้สังคมมองเห็นคนเป็นคนเสมอกัน

หากแม้จวบจนถึงวินาทีนี้จะมีอีกหลายสิ่งที่ยังคงต้องสู้กันต่อก็ตาม

@พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518@

#ความเปลี่ยนไปจากปกติที่แทบปกติ
เงินเดือนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ทำงานติดต่อกันกี่ชั่วโมงตามแต่ใจนายจ้างโดยไร้ซึ่งมาตรฐานวันหยุด วันลา และก็เวลาพัก เป็นเรื่องผิดปกติที่แทบเปลี่ยนเป็นเรื่องธรรมดาในช่วงต้นศตวรรษ 2500 ด้วยเหตุว่าเป็นกันแบบนี้แทบทุกคราวแห่ง

การเช็ดกกดขี่ของแรงงาน ไม่ได้หมายความเพียงว่านายจ้างโรงงานใดโรงงานหนึ่งไม่เอาใจใส่ลูกจ้างเพียงแค่นั้น แต่ต้นโคนของหัวข้อนี้สาวกลับไปได้ถึงหลักการของเมืองด้วย

จุดเริ่มแรกของหัวข้อนี้ย้อนไปตั้งแต่ยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกฯที่เริ่มมีนโยบายช่วยเหลือให้ต่างชาติลงทุนในประเทศไทย การประกอบกิจการเงินลงทุนต่ำเป็นแรงดึงดูดทุนข้ามชาติได้อย่างดีเยี่ยม และก็หนึ่งในวิธีที่ทำให้เงินลงทุนต่ำได้ก็คือการผลักดันภาระให้แรงงานทำงานมากเกินไป แลกกับค่าจ้างที่ห่างไกลจากความมีเหตุมีผล

กดซ้ำๆยังไม่พอ รัฐบาลมีความคิดเห็นว่าต้องปกป้องการลุกขึ้นสู้ด้วย จอมพลสฤษดิ์ก็เลยออกประกาศคณะปฏิวัติที่เบรกการบังคับใช้กฎหมายที่ปฏิบัติหน้าที่คุ้มครองปกป้องสิทธิแรงงานอย่างกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ที่มีตั้งแต่ว่าปี 2499 ด้วย

#พสกนิกรต้องยืนขึ้นสู้
หากแม้มีข้อบังคับ แต่ว่าการต้านทานการกดขี่พร้อมปะทุเสมอ คนงานเริ่มนัดหยุดงานกันตั้งแต่ราวปี 2508 และก็รวมตัวมากขึ้นเรื่อยๆและก็แล้วพลังของมวลชนก็ยากจะทัดทาน จนกระทั่งในปี 2515 รัฐบาลต้องเริ่มขยับ โดยได้ตั้งคณะกรรมการพินิจพิเคราะห์ระบุค่าแรงเริ่มต้น และก็ออกประกาศให้ค่าแรงเริ่มต้นพอๆกับ 12 บาทต่อวันในกุมภาพันธ์ 2516 ถึงแบบนั้นเรื่องก็ยังไม่จบ ถึงแม้ว่าจะระบุค่าแรงเริ่มต้นที่เอาเข้าจริงๆก็อยู่ในข่ายต่ำมากมายเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ แต่ว่านายจ้างหลายรายก็หาได้ตั้งใจไม่

เมื่อระบอบเผด็จการสั่นสะเทือนจากเรื่อง 14 เดือนตุลาคม 2516 กระแสนัดหยุดงานเพื่อเรียกร้องความชอบธรรมก็เลยเติบโตขึ้นเรื่อยๆนับตั้งแต่เรื่องนั้นจนถึงปลายเดือนพฤศจิกา ยนมีการหยุดงานราว 180 ครั้ง และก็มากขึ้นอีกเป็น 300 ครั้งในเดือนต่อมา โดยปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นทั้งในจังหวัดกรุงเทพ และก็ต่างจังหวัด

ในเวลาต่อๆมา การประท้วงผ่านการหยุดงานไม่เพียงขยายตัวกว้างในเชิงพื้นที่ แต่ว่ายังเกิดขึ้นในหลายชนิดกิจการค้า ตั้งแต่โรงงานทอผ้า รีสอร์ท กระทั่งถึงกิจการค้าสาธารณูปโภคของเมือง ทั้งยังเอามาสู่การก่อตั้งหน่วยงานคนงานในรูปแบบสหภาพซึ่งทำให้การเคลื่อนไหวเป็นระบบและก็ทรงประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

จนกระทั่งท้ายที่สุด รัฐบาลก็รับปากที่จะพินิจพิเคราะห์ข้อเรียกร้องของคนงาน ซึ่งประกอบไปด้วยค่าทำขวัญเมื่อออกจากงาน และก็การปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำอันเอามาสู่การประกาศประกันค่าแรงเริ่มต้นวันละ 20 บาทในเขตจังหวัดกรุงเทพ และก็ปริมณฑลในตุลาคม 2517 รวมถึงการประกาศใช้พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นฉบับที่ใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน

พ.ร.บ.นี้เกี่ยวกับการประกันสิทธิเสรีภาพสำหรับในการรวมตัวเป็นสหภาพ เพื่อพูดจาต่อรองกับนายจ้าง ทำให้แรงงานสามารถเถียงกับนายจ้าง และก็เรียกร้องให้เกิดการปรับสภาพการจ้างแรงงานที่เป็นธรรมได้

#พรบแรงงานสัมพันธ์ที่ต้องไปต่อ
ปัจจุบันนี้เมืองไทยยังคงต้องการการลงทุนจากต่างชาติ โดยใช้เรื่องแรงงานราคาถูกยอดเยี่ยมในสิ่งจูงใจสำคัญอยู่ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ากรุ๊ปหลักของแรงงานราคาถูกที่ว่าคือแรงงานข้ามชาติ

สิ่งที่จำเป็นของแรงงานข้ามชาติถูกสะท้อนให้มองเห็นผ่านรายงานหลายฉบับ ดังเช่น รายงานของธนาคารโลกปี 2559 ที่ระบุว่าเมืองไทยพึ่งพิงแรงงานข้ามชาติถึงจำนวนร้อยละ 10 ของแรงงานทั้งหมด และก็องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและก็การพัฒนา (OECD) ได้ประมาณว่าแรงงานข้ามชาติมีส่วนเคลื่อนเศรษฐกิจถึงจำนวนร้อยละ 4.3-6.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศปี 2560 เป็นต้น

ตัดภาพมาที่ตัวบทกฎหมาย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 เกี่ยวกับคุณลักษณะของกรรมการสหภาพแรงงานมีหลักเกณฑ์ไว้ว่า ควรจะเป็นผู้มีสัญชาติไทยเพียงแค่นั้น

ช่วงเวลา 40 กว่าปีให้หลัง พ.ร.บ.นี้นำพาความเจริญด้ามจับต้องได้มาสู่แรงงานไทยทุกผู้ทุกคน ในเวลาเดียวกันข้อมูลที่เป็นปัจจุบันก็เป็นพยานว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องปรับปรุงเสริมเติม พ.ร.บ.นี้ เพื่อสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริง

ตลอดหลายปีมาแล้ว เครือข่ายและก็หน่วยงานแรงงานไทยก็เลยพากเพียรสนับสนุนให้รัฐบาลรับประกันสิทธิตามอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และก็ 98 เกี่ยวกับสิทธิการรวมตัวและก็การเจรจาต่อรองโดยไม่มีการแบ่งแยกหรือเลือกปฏิบัติ ซึ่งในที่นี้รวมถึงการรวมกลุ่มเป็นสหภาพของแรงงานข้ามชาติในไทยด้วย แม้ว่าจะยังไม่เป็นผลสำเร็จก็ตาม