20/10/2021
Breaking News

รู้จักชีวิตนอกจอ “หนุ่ม กรรชัย” ไม่มีเพื่อน เคยเป็นโรคแพนิคไม่ออกจากบ้าน 1 ปี ล่าสุดเกือบซึมเศร้าเพราะโควิด

เรียกว่าเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลในประเทศไทยไปแล้วตอนนี้สำหรับ “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย”เจ้าพ่อโหนกระแส ในรายการ Woody FM ของ “วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา”

โดยชายหนุ่มได้เล่าถึงชีวิตการทำงานของตน พร้อมเผยชีวิตหลังจอทีวีที่ฉากหน้าคนยกให้เป็นผู้มีอำนาจ รู้ทุกเรื่อง เป็นเพื่อนกับคนแทบทุกแวดวง แต่ว่าเบื้องหลังนั้นกลับเป็นผู้ที่ไม่มีเพื่อนพ้อง แล้วก็เคยเป็นโรคแพนิค ไม่ออกจากบ้านเลย 1 ปี แล้วก็ล่าสุดก็เกือบเป็นโรคซึมเศร้าเพราะเครียดสะสมจากสถานการณ์วัววิด-19
“ชายหนุ่ม กรรชัย” แสดงให้เห็นว่าเมื่อคุณอยู่กับอะไรเรื่อยสม่ำเสมอมันได้ผลลัพธ์แน่นอน มันเป็นแบบงั้นหรือไม่ครับผม?
“ส่วนหนึ่งเป็นแบบงั้น ราวกับคนย้ำคิดย้ำทำก็ได้นะ เป็นประสบการณ์ยังไงมันจะเห็นแล้วก็เอาไปเก็บเกี่ยว ให้มีความคิดว่าสิ่งนี้ต้องทำ สิ่งนี้ไม่ต้องทำ เคยเอาการคนนี้มาคุยในรายการทำให้เขาดูเป็นตัวขำขันทุกคนหัวเราะแต่ว่าเขาไม่หัวเราะยังไงอะไรแบบนี้ เหล่านี้ก็เป็นประสบการณ์หมดเลย ก่อนจะทำอะไรก็พนมมือขอโทษเขาก่อนถ้าหากว่าทำอะไรที่มันพลาดไป มันจะมีวิธีการต่างๆนานา ที่เพิ่มมาในชีวิตเยอะแยะ”
จำวันแรกที่รายการโหนกระแส ออกอากาศได้ไหม?
“วันนั้นตื่นเต้นมากมาย ราวกับเรามาดำเนินการในที่ใหม่ ราวกับเป็นการพิสูจน์ตนเองแบบเดียวกัน เพราะเหตุว่ามันเป็นของเราแล้ว วันแรกเลยมันต้องหาแขกแน่นอนเรื่องของการทำรายการฮาร์ดทอล์ก ต้องชักชวนแขกมาให้ได้ เมื่อไหร่ที่เราได้แขกที่มันเป็นข้อความสำคัญที่มันอยู่ในกระแสอยู่ เราพรีเซนเทชั่นก่อนคนไหน เราคือคนชนะ วันนั้นผมนึกออกเลยเป็นเรื่องของน้องผู้หญิงที่ถูกฆ่าแล้วก็หั่นศพ วิธีการเตรียมงาน ทุกๆอย่างมันดูเหมือนกับว่าราบรื่นแต่ว่าในปัญหาแต่ละคำรู้เลยว่ามันวน คนดูอาจไม่ทราบสึกแต่ว่าเรารู้ รู้อยู่ตลอดว่าเราถามอะไรบ้าง แล้วเราวนกลับมาที่เดิม ซึ่งมันตื่นเต้น ที่ใหม่ ฉากใหม่ ราวกับต้องแบกอะไรไว้หมดเลย ต้องบอกว่าตื่นเต้นทุกเทปที่ทำแขกรับเชิญ ไม่มีเทปไหนที่จะไม่ตื่นเต้น”
การที่เราทำสัมภาษณ์รายการทีวีมันมีความรู้สึกบางอย่าง ก่อนที่เราเดินมาในฉากจะรู้เลยว่าวันนี้จะปังหรือเปล่า ราวกับมันเซ้นส์บางอย่างเป็นแบบงั้นไหม ?
“ผมจะมิได้มุ่งหวังในแต่ละเทปเลย เพราะผมนับว่าการคาดคะเนหวังในแต่ละครั้ง เพียงพอมันมิได้แล้วเศร้าใจ เคยมุ่งหวังแต่ว่าเพียงพอเวลาเสร็จปุบปับเทปนี้ต้องดีแน่ต้องโอเคแน่แต่ว่าเพียงพอไปนั่งเราไม่สามารถที่จะคุมชาวบ้านได้ ชาวบ้านไม่เคยออกทีวี ไม่เคยพบเรา พบแต่ว่าในโทรทัศน์ พอนับ 5 4 3 2 เขาไม่สามารถพูดได้ เขาตอบมิได้ เราก็ต้องพาไปให้ได้ อันนี้คือสิ่งที่เรามุ่งหวังว่าต้องดีแต่เพียงพอถึงเวลามันมิได้

เพียงพอมันไปมิได้ ใจในช่วงเวลานั้นมันพะวงมากมาย เพราะเหตุว่าเป็นรายการสดแล้วบางครั้งบางคราวจะมิได้คุยกับแขกรับเชิญก่อนด้วยน้อยเทปมากมายเวลามาถึงแล้วผมจะได้พบกับเขาก่อน เพราะเหตุว่าผมต้องอ่านข่าวสารก่อนแล้วถึงได้ไปสัมภาษณ์ ฉะนั้นเวลาของผมที่จะคุยกับเขามันไม่มีเลย เพียงพอพบกรณีแบบนี้ไม่เคยทราบเขาเป็นอะไร ซึ่งบางครั้งอาจจะตื่นกล้องถ่ายภาพ ตื่นเต้นที่คุยกับเราหรืออะไร ก็ต้องเพียรพยายามทำทุกวิธีทางพาไปให้ได้ เพียงพอเบรกก็ไปลูบคลำหลัง ช่างเถิดบอกราวกับเราเป็นญาติพี่น้องกัน วันนี้คุณต้องบอกเพื่อลูกคุณนะ ถ้าเกิดคุณไม่บอกเพื่อลูกคุณไม่มีผู้ใดช่วยได้ ลูกคุณตายไปแล้วเราต้องทวงถามความเป็นธรรมให้ลูกคุณให้ได้ เขาก็จะมีแรงฮึด ส่วนใหญ่ถ้าเกิดแขกที่กางลงก์ในเบรกแรก เบรกสองจะดี เพราะราวกับเราได้ละลายความประพฤติกับเขาไปก่อนหรือหลังจากเบรก”

ถ้าเกิดเลือกได้ 1 คน ที่คุณต้องการสัมภาษณ์มากที่สุด คนๆนั้นคือคนไหน?
“นายกฯ”
ถ้าเกิดเปรียบเทียบกับทุกๆอย่างที่เคยทำในแวดวงนี่คือสิ่งที่ตื่นมาแล้วแฮปปี้สุดไหมในในช่วงเวลานี้ ?
“ผมชอบที่จะทำแบบนี้ มันราวกับบางครั้งอาจจะยังมีไฟอยู่ สุขสบายมากมาย แต่ว่าถามคำถามว่าอ่อนเพลียไหมโคตรอ่อนเพลียเลย ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาพเราตื่นตี 5 ครึ่งแล้วก็หาข่าวสารเอง ดูศูนย์ข่าวเอง ได้แขกรับเชิญผมก็จะคุยกับแขกรับเชิญก่อน จากนั้นก็ไปช่องเข้าประชุม ประชุมเสร็จอ่านข่าวสาร อ่านข่าวสารเสร็จต่อด้วยโหนกระแส คือชีวิตผมเป็นแบบนี้ทุกวี่ทุกวัน”
เวลาว่างทำอะไร?
“ดูหนัง ดูซีรีส์ เล่นกับมายู คือเขาก็จะรู้ดีว่าตรงเวลาว่างของเรา แต่ว่าถ้าหากว่าเป็นวันทำงานเขาจะรู้ จะไม่มายุ่งกับเราเลย”
จันทร์-วันศุกร์มีเวลาคุยกับลูกไหม หาเวลาที่ไหน?
“โทร.คุย บางวันผมออกจากบ้านแต่เช้า มายูเขาก็ออกไปเรียนหนังสือ ผมก็ไปดำเนินการไม่พบกัน จะกลับมาถึงยังหน้าบ้านราว 3-4 ทุ่ม คือกลับไปบ้านมายูหลับแล้ว”
สิ่งที่ “ชายหนุ่ม กรรชัย” หวงที่สุดในชีวิต?
“ลูก”

ร้องไห้ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่?
“เร็วๆนี้ อยู่ดีๆมันร้องเอง รู้สึกเก็บกด คือมีลักษณะราวกับคนจะเป็นโรคซึมเศร้า เนื่องมาจากเครียดเรื่องของวัววิด คืออยู่กับมันทุกวี่ทุกวัน สัมภาษณ์เกือบทุกวัน เห็นทุกวี่ทุกวัน เราหาเตียงให้กับผู้ที่เขาป่วยเกือบทุกวัน คนก็จะส่งมาหาทุกช่องทาง เราก็เพียรพยายามจนกว่ามาวันหนึ่งรู้สึกไม่ดีที่สุด คือมีน้องคนหนึ่งส่งข้อความมาหาแล้วบอกว่าหาเตียงให้แม่หนูหน่อย แม่หนูเป็นวัววิดเอ็งไม่ไหวแล้ว เสร็จแล้วหลังจากที่เขาส่งข้อความมาหาเราแล้ว ผ่านไป 3 ชั่วโมง เราก็เพียรพยายามติดต่อ 3 ชั่วโมงให้หลัง หลังจากที่เราได้เตียงแล้ว เขาส่งมาบอกเราว่าช่างเถิดแล้ว แม่หนูเสียแล้ว ขอบคุณ พี่เป็นคนเดียวที่ตอบหนู เรามีความคิดว่าชีวิตคนเรามันอยู่เพียงแค่ 4 ชั่วโมงเองหรอ มันน่าสะพรึงกลัวมากมาย ก็เริ่มนอยด์แล้วก็มีความคิดว่าเราช่วยเขามิได้ มีความคิดว่ามันอินไปหน่อย

อินจนถึงขั้นที่พักผ่อนหลับแล้วก็ตื่นมาแล้วสั่น แต่ว่าพอลืมตามาเริ่มแรกมันจะเกิดเรื่อง Home Isolation เรื่องคนป่วย มันวิ๊งค์ในหัว ยืนขึ้นมาต้องการร้องไห้แล้วเราก็ไม่ไหว เลยโทรศัพท์ไปหาจิตแพทย์ในทันที ถามแพทย์ผมอาการเป็นแบบนี้ ไม่ต้องการที่จะกินอะไรมานับเป็นเวลาหลายวัน รู้สึกไม่ต้องการที่จะอยากคุยกับคนไหน ต้องการอยู่ตามลำพังในที่มืดๆแพทย์เลยบอกว่าถ้าเกิดเป็นโรคซึมเศร้ามันจะมีทั้งหมด 9 ข้อ ถ้าเกิดเข้า 5 ข้อจะเป็นโรคซึมเศร้า ของผมไป 4 กว่าๆแล้ว หมอบอกว่าลักษณะของผมก่อนจะเป็นซึมเศร้าจะเข้าสู่ขั้นของวิตกจริตก่อน ผมแทบจะมิได้นอนเลย แย่มากตอน 10 -20 วันก่อนนี้เอง ในช่วงเวลานี้เพิ่งดีขึ้น”
ถ้าเกิดวัววิดหายจากโรคอย่างแรกที่คุณจะทำคือ ?
“ท่องเที่ยว”
เซ็กส์ของ “ชายหนุ่ม กรรชัย”อยู่ในตอนไหนเต็ม 10 ให้?
“15”
ในบรรดาที่เกิดสังกัดประเทศชาติในช่วงเวลานี้เรื่องไหนที่ทำให้รู้สึกเศร้าใจเพราะอะไรต้องเป็นแบบนี้?
“มีความคิดว่าเดี๋ยวนี้มันมีแต่ว่าคำว่ารอ เราสงสารคนอื่น มีความคิดว่าทุกคนรอ คอยว่าจะรอดยังไง คอยว่าโรคจะหายไปเมื่อไหร่ คอยว่าจะตายไหม จะติดไหม มีแต่ว่าคำว่าคอย แล้วก็คอยวัคซีน แล้วชีวิตจะไปยังไง”
มาถึงตอนเล่นเกมปัญหา “วู้ดดี้” ได้อ่านข้อความที่เป็นความรู้สึกแล้วชายหนุ่ม กรรชัยเล่าให้ฟังว่าข้อความนี้จะเกิดขึ้นในตอนไหนของชีวิต โห! สุขสบายที่สุดเลยเว้ย! เกิดมาคุ้มแล้ว! จะระลึกถึงอะไร ?
“ลูกคนนี้ เพราะผมมีความคิดว่าเพียงพอมีมายู ผมสุขสบายมากมายเลย ซึ่งมันทำให้ผมมีความรู้สึกว่าเพราะอะไรชีวิตเราก่อนหน้านี้ที่ผ่านมามันชั่วช้าสารเลวขนาดนี้วะ ถ้าหากว่ามีลูก มีมายูตั้งแต่ทีแรก มันคงจะดีมากยิ่งกว่านี้ ชีวิตมันคงจะสุขสบายมากกว่าที่มันเคยผ่านมา เคยมีความรู้สึกว่าอดีตกาลก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาสุขสบายมากมายสุดแต่เพียงพอเรามีมายู โคตรสุขสบายกว่าที่เคยสุขสบาย ฉะนั้นมันตอบได้เลยว่า มายูคือความสำราญของชีวิตผมจริงๆ”
อะไรที่อยู่ในตัว “ชายหนุ่ม กรรชัย” ที่แปรไปอย่างชัดเจนตั้งแต่มีลูก?
“ดูตนเองไม่ค่อยมีความคิดเห็นว่ามีอะไรแปรไปบ้าง แต่ว่าตัวผมเองเป็นแบบนี้มานานแล้ว เพียงแต่ว่าคนบางครั้งอาจจะมิได้เห็นตัวตนเราพอๆกับวันนี้ ที่มีความคิดว่าเราแปรไป แต่ว่าถ้าเกิดคนรู้จักเรามาก่อน เขาก็จะรู้ดีว่ามิได้เปลี่ยนแปลง เราเป็นแบบนี้ จะรู้ดีว่าคราวก่อนกับวันนี้แบบเดียวกัน เพียงแค่วันนี้มีโอกาสที่จะทำมากกว่าคราวก่อนเพียงเท่านั้น พูดง่ายๆเสียงเรามันดังกว่าคราวก่อน

เวลาเราบอกอะไรคนจะฟังมากกว่าคราวก่อน แต่ว่าคนชอบดูในอดีตกาลว่าเราเจ้าชู้ เป็นผู้ที่เกเร เพียงพอมาวันนี้เขาเห็นรูปธรรมมากกว่าคราวก่อน แล้วเพียงพอเรามีลูกเขาก็คิดว่าเราแปรไป แต่ว่าจริงๆไม่ใช่ ถามคำถามว่าเดี๋ยวนี้ผมชอบผู้หญิงไหม ผมก็ยังชอบ เห็นผู้หญิงงามๆก็ยังดู เพียงแต่ว่าเราหักห้ามใจเยอะขึ้นเพียงเท่านั้น มิได้ราวกับคราวก่อนที่คุณงามผมก็เข้าไปจีบเพียงเท่านั้น”
ยังจำตอนเจ้าชู้ได้ไหม ?
“นึกออก ก็หุนหันพลันแล่นคราวก่อน เพียงพอมาวันนี้เรามีลูกทุกๆสิ่งทุกๆอย่างก็กลัวไปตกกับบุตรสาว กลัวลูกไปพบเพศชายอย่างเรา”
ความรู้สึกถัดมา เสร็จแล้วเว้ย! หาทางออกได้แล้ว ระลึกถึงอะไร?
“การทำงาน การทำงานมันมีอะไรให้เราขจัดปัญหาได้ทุกวี่ทุกวัน แล้วจะมีคำนี้ทุกวี่ทุกวัน เกือบทุกวันที่จำเป็นต้องพบ”
ความรู้สึกถัดมา เพราะอะไรชีวิตเป็นขนาดนี้ ?
“ก็น่าจะเป็นวัววิด ในช่วงเวลานี้ เพราะอะไรต้องมานั่งใส่หน้ากากอนามัยอ่านข่าวสารด้วย เพราะอะไรจะเดินไปซื้อขนมรับประทานต้องค่อยฉีดแอลกอฮอล์ที่มือด้วย เพราะอะไรคุยกับวู้ดดี้ต้องห่างกันต้องเอากระจกมากั้น จากที่เราเคยกอดกันตอนเจอหน้า วันนี้เพราะอะไรเราทำไม่ได้ กระทั่งเป็นความคุ้นชิน เดี๋ยวนี้ผมอ่านข่าวสารผมปลดหน้ากากแล้วรู้สึกแปลก มีความคิดว่าแปลกตอนเห็นหน้าตนเองในกระจก เพราะชีวิตอยู่เพียงแค่ครึ่งหน้า เดี๋ยวนี้แต่งหน้าครึ่งหน้า”
ชีวิต “ชายหนุ่ม กรรชัย” ตลอดการเดินทางตั้งแต่เข้าแวดวงมาจนถึงวันนี้ผ่านมาทุกแบบ ต้องใช้คำว่าหน้าที่ของเรามันต้องเป็นกึ่งกลาง การเป็นสื่อมันมีคำนี้จริงๆไหม?
“มันน้อยมาก อย่างที่เขาบอกกันบางทีความเป็นกลางมันบางครั้งอาจจะไม่ค่อยมี แต่ว่าความเป็นธรรมมันจะต้องมี บางครั้งบางคราวความเป็นกลางถามคำถามว่าเราเพียรพยายามทำให้มันกึ่งกลางที่สุด กึ่งกลางที่สุดคืออะไร คือเพียรพยายามฟังอีกทั้ง 2 ข้าง แต่ว่าในที่สุดแล้วจะต้องมีความเป็นธรรมเกิดขึ้นกับผู้ที่เขาสูญเสีย ผู้ที่เขามีความคิดว่าถูกกล่าวโทษ”
ทุกๆอย่างของ “ชายหนุ่ม กรรชัย” เราเห็นกันหมดแล้ว มีมุมที่เรายังมองไม่เห็นไหม ?
“ก็มีนะ จริงๆผมเป็นคนพูดน้อย เกลียดคุยกับคนไหน ชีวิตประจำวันผมจะอยู่เฉยๆไม่ค่อยได้ท่องเที่ยวกับเพื่อนพ้อง ผมไม่มีเพื่อนพ้อง เพื่อนร่วมงานก็ไม่มี”
“มดดำ”(คชภา ตันเจริญ) ก็นับว่าเป็นเพื่อร่วมงาน?
“ใช่ ผมก็มิได้โทร.คุยกับมดดำ สมัยเก่าโทร.คุยกันเกือบทุกวัน แต่ว่าตอนนี้ไม่ค่อยได้คุยกัน มันบางครั้งอาจจะเป็นเพราะเหตุว่าต่างคน ต่างมีเวลาเป็นของตนเองที่ต้องไปทำอันอื่น แล้วอีกอย่างหนึ่งคือเพียงพอมันโตขึ้นทุกๆสิ่งทุกๆอย่างมันก็อิ่มตัว มีความคิดว่าไม่ต้องไปคุยอะไรกับคนไหน”
แล้วก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาคิดยังไงเกี่ยวกับการมีเพื่อนพ้อง กับวันนี้ที่มันแปรไป ?
“ก็ไม่มีเพื่อนพ้อง ผมเป็นคนไม่มีเพื่อนพ้อง คำว่าเพื่อนพ้องของวู้ดดี้มันคืออะไร เพื่อนสนิท เพื่อนพ้องที่แบบมีอะไรโทร.คุยกัน กินข้าวกัน ไปท่องกลางคืน ผมไม่มี ไม่ค่อยคุยกับคนไหน บอกเลยว่าให้ผมกักบริเวณ 14 วัน หรืออยู่เฉยๆผมก็อยู่ได้ ไม่เคยทราบสึกทรมาทรกรรม ชีวิตผมเคยไม่ออกจากบ้านมาปีหนึ่ง ไม่ออกไปไหนเลยก็เคยอยู่”
ในช่วงเวลานั้นคือเกิดอะไรขึ้น ?
“ถ้าเกิดปัจจุบันเขาเรียกว่าเป็นแพนิค (Panic Disorder) ผมไม่ออกจากบ้านเลยปีหนึ่ง ที่นึกออกเลยขับขี่รถออกไปแล้วมันติดอยู่กึ่งกลางถนนหนทาง อยู่ดีๆหัวใจเต้น ปั้กๆๆๆแล้วตัวชาทั้งตัว มีความคิดว่าจะตาย หวิวๆทิ้งรถเลย แล้วโทรศัพท์ให้ผู้ที่บ้านมารับไปหาแพทย์ จากนั้นเป็นแบบนี้ทุกครั้ง ขับขี่รถมิได้

ผมสระผม สระผมเสร็จมานอนคิดโน่นนี่สักพักวูบตัวชาทั้งตัวใจสั่น หายใจไม่ถนัด เข้าโรงพยาบาลไม่กล้าสระผมราว 7-8 เดือน ไม่สระผมเลยกลัวจะเป็นอีก ไม่กล้าออกจากบ้าน ไม่กล้าอยู่บนรถ ไม่กล้าทุกๆอย่าง ฉี่ไม่สุด หายใจก็ต้องถอนหายใจแบบนี้ มันเป็นเยอะแยะ ผมเป็นมานานแล้ว เมื่อ 10 กว่าปีได้”
ได้ฟัง “ชายหนุ่ม กรรชัย” ชี้แจงอาการแพนิค ทำเอา “วู้ดดี้” ร้องไห้พร้อมพรั่งพรูความรู้สึกของตนออกมาว่าตนมีลักษณะแบบนี้เหมือนกัน เป็นมา 2 ปีแล้วยังไม่หาย ตอนกลับไปอยู่บ้านมาจะถามตนเองว่าเพราะอะไรมันต้องเกิดขึ้นกับเรา บางทีนั่งสัมภาษณ์อยู่แล้วมันก็มา เพียรพยายามจะหาแพทย์หาทางออกต่างๆรู้สึกเพราะอะไรตนเองไม่มีความสามารถในการออกไปพบคนอย่างเดิม ผมเพียงแค่อยากจะอยู่แต่ว่าบ้าน แล้วก็ไม่รู้เรื่องว่าเพราะอะไรต้องเป็นเรา ที่ร้องไห้เพราะมีความคิดว่าเรามิได้เป็นคนเดียว ชายหนุ่ม กรรชัย แล้วก็คนอื่นๆรอบกายเราผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยก็เคยเป็น

หลังจากนั้น “วู้ดดี้” ก็ถามชายหนุ่มก้าวผ่านมาได้ยังไง แล้วตอนปีนั้นมันทรมาทรกรรมขนาดไหน ?
“โห โคตรทรมาทรกรรม อย่างที่บอกอยู่ดีๆก็ตัวชา หายใจมิได้ ใจสั่นราวกับหัวใจจะหลุด ร่างกายมันเป็นทุกๆสิ่งทุกๆอย่าง มันคือโรคกลัวตาย แต่ว่าจะบอกวู้ดดี้ไว้อย่างหนึ่งโรคนี้ไม่เคยทำให้คนไหนตาย ไม่มีผู้ใดตายเพราะโรคนี้ อยู่บ้านมาปีกว่ากระทั่งในที่สุดไปหาแพทย์จิตเวช ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาไม่เคยไปหาเลย 1 ปี เพราะไม่ต้องการที่จะกินยา กระทั่งในที่สุดมีความคิดว่าไม่ไหวแล้ว เพราะเหตุว่าต้องการออกจากบ้าน ต้องการท่องเที่ยว ต้องการไปพบผู้หญิง

ในที่สุดไปหาแพทย์ คุณหมอก็ให้ยามาถุงหนึ่งคุณชายหนุ่มรับประทานยาตัวนี้นะ แล้วอีกปีหนึ่งคุณชายหนุ่มจะออกจากบ้านได้ ผมออกมารู้สึกไม่ไหวแล้ว ก็เอายานั่นทิ้งถังสำหรับใส่ขยะ รู้สึกในใจว่า ขอโทษนะที่มาหาเพราะต้องการออกจากบ้าน