June 3, 2020
Breaking News

รีวิวหนัง the maze runner 2

the maze runner 2

the maze runner 2  “The Maze Runner” ภาคแรกนั้นเป็นหนังแนววัยรุ่นในโลกดิสโทเปียที่ส่วนตัวติดอกติดใจอย่างยิ่ง ทั้งที่ก่อนฉายเรื่องนี้ออกจะเป็นหนังนอกสายตาและสเกลหนังค่อนข้างเล็กกว่าหนังแนวเดียวกัน ที่ชอบภาคแรกมากก็เนื่องจากว่ามันมีอีกทั้งอารมณ์ความลุ้นระทึก ความระแวง จะขาดก็แม้กระนั้นอารมณ์โรแมนติก แม้กระนั้นโน่นก็ไม่ใช่ปัญหา กลับทำให้ The Maze Runner ดูแตกต่างจากหนังแนวเดียวกันเรื่องอื่นที่มักมีเรื่องความรักเข้ามาเป็นแกนหลัก ที่สำคัญ The Maze Runner ยังมีหัวข้อเจาะลึกไปโดยตรงถึงความคิดและสภาพจิตใจของ “วัยรุ่น” โดยตรง ที่ตกอยู่ในสภาวะต้องตกลงใจว่าจะวาดอนาคตตัวเองไปในแนวทางใด ส่วนตัวนิยามว่า The Maze Runner ภาคแรกเป็นหนังที่สอนจิตวิทยาวัยรุ่นชั้นดีได้เลย

“Maze Runner: The Scorch Trials” เป็นการสืบต่อจาก “The Maze Runner” ซึ่งด้วยการบรรลุผลแบบเกินคาดจากภาคแรก ทำให้ภาคนี้ได้ทุนสร้างมากขึ้นเท่าตัว และพาไปพบเรื่องราวในสเกลที่ใหญ่กว่ามากขึ้นเรื่อยๆภาคนี้ “Thomas” (Dylan O’Brien) และผองสหายที่หนีออกมาจากวงกตในภาคแรกมาได้สำเร็จ ต้องพบความจริงว่า โลกด้านนอกนั้นเป็นโลกที่กำลังล่มสลาย เมื่อพายุสุริยะทำให้คนในโรคป่วยเป็น “ไข้วาบ” และมีสภาพไม่มีความต่างจากซอมบี้ ทางรอดเดียวของโลกอาจอยู่ที่พวกเขา เหล่าเด็กหนุ่มสาวซึ่งมีภูมิคุ้มกันไข้วาบ ซึ่งเพราะเหตุนี้นี่เองทำให้ “W.C.K.D” จับพวกเขามาอยู่ในวงกต (ความจริงเปิดเผยว่าไม่ได้มีแค่วงกตเดียว) เพื่อเรียนกระบวนการทำงานของร่างกาย และนำไปสกัดเป็นยาแก้ แม้กระนั้นก็ยังไม่เป็นผลสำเร็จสักที ความน่าสงสัยของและการเห็นเด็กหนุ่มสาวเป็นแค่ตัวทดลองของ W.C.K.D ทำให้ Thomas และผองสหายต้องตกลงใจหนีอีกรอบ

ส่วนตัวไม่เคยอ่านฉบับนิยาย แม้กระนั้นตอนภาคแรกเข้าฉาย ได้เคยอ่าน Spoil รายละเอียดอย่างคร่าวๆของภาค 2-3 ของนิยายไว้ ทำให้รับทราบได้ว่า The Scorch Trials ในฉบับหนังกับนิยายนั้นค่อนข้างแตกต่างกันพอสมควร จุดสำคัญก็คือในนิยายจะยังเป็นเรื่องของการทดสอบอยู่ ก็แค่แปลงจากสนามทดลองที่เป็นวงกต มาเป็นดินแดนมอดไหม้และด่านต่างๆแทน แม้กระนั้นในหนังราวกับจะกล่าวว่า นี่คือของแท้ไม่ใช่บททดลอง ด้วยเหตุนั้น คนใดกันคาดหวังให้ราวกับนิยายอาจผิดหวังได้ แม้กระนั้นส่วนตัวแล้วเฉยๆด้วยเหตุว่าเอาเข้าจริงเท่าที่อ่าน Spoil นิยายมา ก็ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องราวที่น่าดึงดูดเท่าใด ออกแนวเขียนเพื่อสืบต่อการบรรลุผลจากเล่มแรก แม้กระนั้นไม่เคยทราบจะต่อเรื่องไปทางไหนดี เลยต้องดึงเข้าหามุขเดิมๆอย่างเชื้อโรค ซอมบี้ และการทดสอบหลักการทำงานของร่างกาย บางอย่างก็ดูปลื้มใจๆจะออกทะเลไปด้วย

แต่ สิ่งที่น่าเสียดายคือในขณะที่ The Scorch Trials เลือกที่จะดำเนินเรื่องจากนิยาย แม้กระนั้นราวกับเรื่องราวที่ผูกขึ้นใหม่ก็ไม่ได้ดีโด่ไปกว่าเดิมเท่าใด ภาคนี้เช่นเดียวกับแค่พาเราไปทำความรู้จักโลกด้านนอกวงกตว่ามีอะไรบ้าง พาไปรู้จักกับ “W.C.K.D” มากขึ้นเรื่อยๆว่าทำไม่ดีไว้อย่างไรบ้าง รวมถึงพาไปพบกลุ่มคนที่ต่อต้าน “W.C.K.D” เป็นราวกับการแนะนำแต่ละฝ่ายก่อนจะสู้กันจริง แม้กระนั้นไม่ได้ลงลึกหัวข้อขบคิดอะไรจำนวนมาก ทั้งที่อาจมีช่องทางเอื้อให้ทำได้ โดยยิ่งไปกว่านั้นความรู้สึกของเด็กหนุ่มสาวที่พึ่งออกมาจากวงกตมาพบกับโลกด้านนอกแล้วพบว่าไม่เป็นอย่างที่วาดไว้ เราอยากรู้ว่าพวกเขารู้สึกยังไงและจัดการกับมันยังไง แม้กระนั้นทั้งหมดทั้งปวงนี้ก็โดนกล่าวถึงเพียงแค่น้อยลงเท่านัน หรืออย่างตัวละครใหม่ “Aris” (Jacob Lofland) ซึ่งวางบทมาว่าเป็น ผู้ชายที่มาจากวงกตซึ่งมีก็เพียงแต่สตรี (เช่นเดียวกับ Teresa ในภาคแรกที่เป็นสตรีคนเดียวในวงกตซึ่งมีก็เพียงแต่ผู้ชาย) หนังก็ดูใช้ประโยชน์จากบทของเขาไม่คุ้มเท่าใด แทบจะไม่มีการพูดถึงว่าการไปอยู่วงกตสตรีมันคืออะไร แล้วในที่สุดตัวละครนี้ก็ค่อยๆเจือจางไปตามเรื่องตามราวราวเรื่อยๆ

จุดที่ The Scorch Trials ยังอ่อนกว่า The Maze Runner ภาคแรกอีกอย่างก็คือ “ผู้กระทำระจายบท” ในขณะที่ภาคแรกจะเน้นกระจัดกระจายบททุกตัวละครเท่าๆกัน แม้กระนั้นภาคนี้จะเน้นไปที่ตัว Thomas เป็นหลัก (คงแก้ตัวที่ภาคแรกกระจัดกระจายบทจนพระเอกไม่เด่น) ตัวละครอื่นๆจากภาคแรกบทลดน้อยลงไปพอสมควร โดยยิ่งไปกว่านั้น “Newt” (Thomas Brodie-Sangster) และ “Minho” (Ki Hong Lee) ด้วยเหตุว่าต้องแชร์บทกับตัวละครใหม่ด้วย แต่ ถึงเครื่องปรับอากาศไทม์จะลดน้อยลงไป แม้กระนั้นก็ยังมีฉากเด่นๆให้โชว์อยู่ตลอดๆโดยยิ่งไปกว่านั้น Minho ที่คงจะลำพองใจผู้หญิงไปอีกผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อย

นอกจากนั้น ถึงบทจะเทไปทาง Thomas เสียเยอะ แม้กระนั้นหนังก็ไม่เสียสำหรับการสื่อถึงมิตรภาพระหว่าง Thomas และผองสหาย เป็นกลุ่มสหายในฝันเลย มีอะไรช่วยเหลือซึ่งกันและกันตลอด แทบจะไม่มีใครปฏิบัติตนไม่น่าสนใจ หรือปฏิบัติตนเองให้เป็นตัวถ่วงของกลุ่มเลย อาจมีไม่รู้เรื่องกันบ้าง แม้กระนั้นก็ไม่งอลและเข้าใจกันได้ในเวลาไม่นาน ซึ่งไม่เหมือนกับลุ่มสหายผู้แสดงนำในหนังเรื่องอื่นๆที่มักมีผู้ใดผู้หนึ่งเป็นตัวไม่น่าสนใจเสมอ

ในทางรายละเอียด ภาคนี้ก็เลยดรอคอยปกว่าภาคแรกพอสมควร กระนั้นถ้าเราจะดูเอาสนุก เอาสนุก นี่เป็นสิ่งที่ The Scorch Trials ยังจัดให้เราได้เต็มเปี่ยม และราวกับจะมากยิ่งขึ้นด้วย ด้วยเหตุว่าภาคนี้มีฉาก Action ที่ดูนานัปการมากขึ้นเรื่อยๆ ศัตรูก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ งานวิ่งที่เป็นลักษณะเด่นของภาคแรก ภาคนี้ก็ยังมีแถมวิ่งเยอะ วิ่งไกลขึ้นด้วย จนอิดโรยแทน ไม่ใช่ทุกเรื่องที่ตัวละครวิ่งแล้วเราจะลุ้นเอาใจช่วยราวกับเราไปวิ่งเองได้ขนาดนี้ น่าจะเป็นกลุ่มเดียวที่อาจหนีรอดจากซอมบี้ใน World War Z ได้

สำหรับภาคถัดไป “Maze Runner: The Death Cure” จะเป็นการปิดแฟรนไชส์ มีคิววางฉายไว้ปี 2017 โดยจะไม่มีการแบ่งเป็น Part.1 และ 2 ตามแฟชั่นแม้กระนั้นยังไง (ซึ่งโน่นเป็นเรื่องที่ดี ด้วยเหตุว่าช่วงหลังรู้สึกหลายเรื่องแบ่งเพื่อหาตังค์เพิ่มมากว่าเพื่อใส่เรื่องราวได้มากขึ้น) โดยส่วนตัวคงไม่คาดหวังอะไรกับหัวข้อเรื่องมาก ด้วยเหตุว่าก็เข้าใจว่าจะเรียกความสดใหม่แบบภาคแรกนั้นเป็นเรื่องยาก แม้กระนั้นอย่างต่ำเราก็หวังว่าจะได้มองเห็นหนังยังคงมาตรฐานความสนุกสนานฉาก Action ไล่ล่า แบบภาค 1 และภาค 2 เอาไว้ให้ได้ แล้วจะรอติดตามชม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *