26/06/2022
Breaking News

จอมขมังเวทย์ 2020 ภาคต่อที่รอคอย

จอมขมังเวทย์ ภาคแรกออกฉายในปี พ.ศ. 2548 ผลงานการควบคุมของปิยะพันธ์ ยกเพ็ชร์นำแสดงโดยฉัตรชัย ส่งแสงพานิชและอัครา อมาตยกุล หนังแนวแอ็คชั่น ทริลเลอร์ที่จับเอาความเชื่อถือทางไสยศาสตร์มาเพิ่มเติมรวมกับหนังแนวสืบสวนสอบสวน พูดได้ว่าเป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ยังค้างอยู่ในความจำของแฟนหนังไทยจำนวนหลายชิ้น

เกิดอะไรขึ้นในหนังภาคแรก

mark 1
ฤทธิ์ (ฉัตรชัย ส่งแสงพานิช) สมัยก่อนนายตำรวจหน่วยพิเศษเคยจับคนร้ายที่มีความเข้าใจเก่งทางเวทมนตร์คาถา หนังเหนียวฟันแทงไม่เข้ามานับไม่ถ้วน แต่ว่าตัวเขาเองกลับถูกทำโทษคดีวิสามัญคนร้ายจนกระทั่งแปลงเป็นผู้ต้องขังถูกขังลืมอยู่ในคุกมืดแดนกักขังพิเศษ
10 ปีผ่านไปฤทธิ์ได้หายตัวไปจากห้องขังแบบล่องหนได้ ทำให้พ.ท.ทศพล สมัยก่อนสหายนายตำรวจได้ออกคำสั่งจับตายฤทธิ์ และมีคำบัญชามาถึงร้อยตรี สงบ (อัครา อมาตยกุล) ให้ตามทำคดีนี้ ทว่าระหว่างตามหาตัวฤทธิ์ สงบกลับเจอแต่ว่าเหตุแปลกเกี่ยวกับเรื่องของคุณไสยมนต์ดำ เป็นต้นว่าการปลุกเสกตะปูเข้าท้อง คนร้ายที่หนังเหนียวหนังเหนียว แต่ว่าไม่ว่าจะเหนื่อยยากเพียงใดสงบก็ไม่กลัวและจริงจังที่จะจับตัวฤทธิ์มาให้ได้ เมื่อเขารู้ตัวว่าตัวเองบางทีก็อาจจะจำต้องเผชิญหน้ากับจอมขมังเวทย์ผู้ครอบครองเวทมนตร์คาถา วิถีทางเดียวที่จะสยบเขาให้ได้คือเป็นให้ “เหนือกว่าจอมขมังเวทย์”
จนกระทั่งผู้ชมในยุคสมัยนั้นจดจำคำคมจากตัวละครของฤทธิ์ได้ว่า “แกอย่าบ้าเสมือนฉันก็แล้วกัน” ได้อย่างไม่เสื่อมคลาย

เกิดอะไรบ้างใน จอมขมังเวทย์ 2020

mark 2
ท่ามกลางการสูญเสียครั้งใหญ่ของวิน(หมาก ปริญ) เด็กหนุ่มผู้มีชีวิตรอดจากเหตุการฆ่าสังหารกลับจำต้องเปลี่ยนแปลงความเชื่อถือและเลื่อมใสที่มีต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ โดยมุ่งไปสู่ศาสตร์ลึกลับและเวทมนตร์คาถาเวทต่างๆเพื่อสืบเสาะหาและจัดแจงคนร้ายด้วยตนเอง ทว่ายิ่งเขาสืบเสาะหาตัวคนร้ายมากแค่ไหน เขาก็ยิ่งถลำลึกสู่ด้านมืดมากขึ้นทุกที จนกระทั่งทำให้จำต้องเข้าไปพันพัวกับ “จอมขมังเวทในตำนาน” (นก ฉัตรชัย), “ผู้คลุ้มคลั่งพลังเผาผลาญ” (ก๊อต จิรายุ) และ “เจ้าลัทธิใหม่ที่สมัย” (นก สินจัย) ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมด้วยกันทั้งหมดทั้งปวง นี่คือการปะทะกันครั้งสำคัญ ที่มีเลื่อมใสที่ตัวตนเป็นเดิมพันและเวทมนตร์คาถาปาฏิหาริย์เป็นตัวชี้ชะตา กำลังปะทุถึงขีดสูงสุด

นี่คือหนังภาคต่อ! ไม่ใช่รีเมค หรือรีบูต

mark 3
สำหรับตัวผู้ควบคุมต้อม-ปิยะประเภท ยกเพ็ชร์ ที่ควบคุมหนังภาคแรก ได้บอกว่าจอมขมังเวทย์ 2020 ไม่ใช่หนังรีเมค ไม่ใช่หนังย้อนอดีต เป็นหนังต่อภาคอย่างแท้จริง ซึ่งเขาได้รับช่องทางสำหรับเพื่อการกลับมาแต่งเรื่องราวในโลกเวทมนตร์คาถาอีกรอบโดยกลายเป็นผลึกเรื่องราวความเชื่อถือ ความเลื่อมใส และมุมมองทางด้านสังคมในแต่ละสมัยที่ส่งต่อและเชื่อมโยงถึงกันมาใส่ไว้ภายในบทภาพยนตร์
ในมุมมองที่น่าดึงดูดของตัวผู้ควบคุมที่สะท้อนออกมาว่า “ภาคต่อกับระยะเวลา” ถือเป็นแนวความคิดที่สำคัญไม่น้อย ด้วยเหตุว่าในขณะนี้แนวความคิดประเด็นการต่อสู้ระหว่างความดีความชอบกับความเหลวแหลกนั้น มุมมองของผู้คนก็เริ่มมีไม่เหมือนกันเยอะขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีก้าวเข้ามามีบทบาทกับความคิด ความเชื่อถือและความเลื่อมใสของผู้คนก็เลยแปรไปตามเวลา ผู้กำกับก็เลยเริ่มตั้งปัญหาที่ว่า “ยุคนี้เขาเลื่อมใสอะไรและสมัยก่อนเลื่อมใสอะไร” จนกระทั่งเขาได้ไอเดียที่ว่าด้วยไม่เหมือนกันระหว่างความเชื่อถือของคนต่างยุคสมัยเอามาสู่ข้อความสำคัญอะไรได้บ้าง
“ความคิดของการปะทะกันเรื่องความเชื่อถือของตัวเอง บางสิ่งบางอย่างเรามีความรู้สึกว่ามันงมงาย แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วมันอยู่ใกล้ๆรอบกายเราหมดเลย เราห้อยพระ เราไปไหว้พระ เพื่อให้เรามีความรู้สึกว่าเรามีกำลัง เรามีเลื่อมใสในตัวเองขึ้น แต่ก่อนเราไปไหว้ แต่ว่าในขณะนี้มันคือเรื่องจิตวิญญาณ เรื่องพลังจิต เรื่องพลังจักรวาลอะไรแบบนี้ อันนี้คือคอนเซปต์ที่เรากล่าวถึงความเชื่อถือของคนสองสมัยมาเจอกัน เราจะเชื่ออะไรมากยิ่งกว่ากัน ซึ่งมันก็จะเป็นเรื่องราวและกระบวนการของจอมขมังเวทแต่ละคนที่จะใช้ศาสตร์เวทมนตร์คาถา มนตร์ ไสยศาสตร์ต่างๆมาต่อสู้กันตามความเชื่อถือและเลื่อมใสของแต่ละคนเอง” ต้อม-ปิยะประเภท ยกเพ็ชร์ กล่าว

เพราะเหตุใดจำต้องใช้ผู้แสดงเบอร์ใหญ่ขนาดนี้
“จอมขมังเวทย์ 2020” เป็นการก้าวเข้าสู่โลกเวทมนตร์คาถาครั้งใหม่และเผชิญหน้าครั้งยิ่งใหญ่ของ “เหล่าจอมขมังเวท” นานาประการคาแร็กเตอร์แบบนี้ “ความขลังทางการแสดง” ก็เลยเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ผู้กำกับจำต้องจุดโฟกัสเป็นพิเศษไม่แพ้ด้านอื่นๆและได้คัดเลือก “ทีมผู้แสดงขมังเวท” ซึ่งทีมงานตกลงใจใช้ผู้แสดงระดับแถวหน้าของแวดวงสำราญใจไทย ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นจอหนังใหญ่ทีแรกของ หมาก-ปริญ สุภารัตน์ การกลับมารับหน้าที่เดิมจากภาคที่แล้วของนก-ฉัตรชัย ส่งแสงพานิช ก๊อต-จิรายุ ตันตระกูล กับบทชายหนุ่มที่หลงใหลในศาสตร์มืด นก-สินจัย เปล่งพานิช กับการคืนจอใหญ่ในบทเจ้าแม่ลัทธิ! รวมถึงผู้แสดงเลือดใหม่เป็นต้นว่า คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล และ แพร์-พิชชาภา พันธุมจินดา โดยเหตุผลสำคัญที่สุดสำหรับเพื่อการใช้ดาราเบอร์เต็งขนาดนี้ก็เนื่องจากว่า หนังปรารถนาความสามารถทางด้านการแสดงที่จะจำต้องเชือดเฉือนอารมณ์กัน ด้วยเหตุว่าทุกตัวละครมีความซับซ้อน น่าหลงใหลและเป็นตัวละครที่มีความทะยานอยากทุกตัว
นอกจากผู้แสดงเบอร์ใหญ่แล้ว งานเทคนิคพิเศษและฉากแอ็คชั่นในหนังหัวข้อนี้จัดเต็มและอัดแน่นไม่แพ้กัน ซึ่งบรรดาฉากต่อสู้ปลดปล่อยพลังทางไสยศาสตร์ย์นั้น พูดได้ว่าเป็นฉากที่ผู้ชมหนังไทยในปี 2019 จำเป็นที่จะต้องจดจำอย่างไม่ต้องสงสัย!